http://image.ohozaa.com/i/30d/GzQK6j.GIF

สามารถติดต่อได้ในช่วงเวลาทำการ

นอกเวลาทำการฝากข้อความไว้ที่อีเมล์

mechashop99@gmail.com

 

Line ID : mechashophttp://image.ohozaa.com/i/f62/oQotyC.JPG

http://image.free.in.th/v/2013/ij/140311102745.jpg





   
 
 
 
 

ปุ๋ยฮิวมัส

คุณสมบัติเด่นของปุ๋ยฮิวมัส Black Diamond
1.  อุ้มน้ำได้ดี  20  เท่าของดินทั่วไป
2.  ดินร่วนซุย รากได้รับอากาศดี
3.  โครงสร้างของดินยึดเกาะกันได้ดี
4.  มีการแลกเปลี่ยนประจุสารอาหารพืชได้สูงเพื่อเป็นคลังอาหารสำรองให้แก่พืช
5.  สร้างภูมิคุ้มกันต่อต้านไวรัส แบคทีเรีย และเชื้อรา

ประโยชน์ของปุ๋ยฮิวมัส  Black Diamond
–  ช่วยเร่งการเจริญเติบโต  เพิ่มการแตกกอ เร่งการติดดอกออกผล
–  เสริมสร้างความต้านทานต่อโรคพืช  สร้างภูมิคุ้มกันต่อต้านไวรัส แบคทีเรียและเชื้อรา
–  ช่วยให้ต้นกล้าฟื้นตัวเร็วในสภาพพื้นดินเสื่อมโทรมหรือหลังน้ำท่วม
–  ช่วยเพิ่มขนาดน้ำหนัก  คุณภาพของผลผลิต  ความหวานและความสดของสีผิว
–  ช่วยให้พืชดูดซึมธาตุอาหารหลัก  N, P, K ธาตุอาหารรองและจุลธาตุได้ดียิ่งขึ้น
–  ช่วยการผสมเกสรของพืช ป้องกันดอกและผลร่วงก่อนกำหนดเก็บ
–  ช่วยในการยึดช่อผลและปรับปรุงคุณภาพผล
–  ปลอดภัย สามารถผสมกับยาปราบศัตรูพืชและแมลงได้ทุกชนิด

ส่วนที่ 1  องค์ความรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์

องค์ ความรู้เกี่ยวกับคุณภาพที่โดดเด่นของผลิตภัณฑ์ “หัวฮิวมัสแท้ล้านปีอินทรีย์ 100%” ได้ออกผลที่ทำการตรวจวิเคราะห์ลงวันที่ 3 เมษายน 2555 จาก สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 1 กลุ่มพัฒนาการตรวจสอบพืชและปัจจัยการผลิต กระทรวงเกษตรและสหกรณ์การเกษตร มีสาระที่ได้ผลรับจากการตรวจวิเคราะห์ที่สำคัญ 3 อย่างดังนี้

  1. ค่า OM (Organic Matters) หรือค่าอินทรียวัตถุ ที่ทางกรมวิชาการเกษตรกำหนดค่ามาตรฐานไว้ไม่ให้ต่ำกว่า 20% นั้น หัวฮิวมัสแท้ล้านปีอินทรีย์ 100% ของบริษัทมีค่าสูงถึง 25% สูงกว่ามาตรฐานขั้นต่ำที่กำหนดไว้ คำว่า อินทรียวัตถุก็คือซากพืชซากสัตว์ที่ทับถมหมักหมมกันมาในระยะเวลาที่ยาวนาน โดยมีสภาพอากาศ อุณหภูมิ ความร้อน กาลเวลา ความเปลี่ยนแปลงแปรปรวนต่างๆ เป็นตัวช่วยเร่งทำปฏิกิริยาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพัฒนาจากสภาพหนึ่งไปสู่อีก สภาพหนึ่งอยู่ตลอดเวลา จนกลายเป็น หัวฮิวมัสแท้ล้านปี อินทรีย์ 100% ในปัจจุบัน กลายเป็นสารอาหารที่ปลอดภัยและมีคุณค่ามากสำหรับพืชทั่วไป โดยใช้เวลาในการพัฒนาเปลี่ยนแปลงมาแล้วถึง 1.6 ล้านปี ตามข้อมูลพิสูจน์ทราบทางธรณีวิทยา ปัจจุบันถ้าเรียกชื่อทางธรณีวิทยาก็คือ แร่ลีโอนาไดต์ (Leonardite) ซึ่งเป็นสินแร่ที่อยู่ในขั้นตอนระหว่างทางของการพัฒนาตนเองไปสู่ความเป็น ถ่านหิน ซึ่งก็ยังจะต้องใช้เวลาอีกหลายร้อยปีเลยทีเดียว นอกจากนี้ ยังมีผลการตรวจวิเคราะห์จากหน่วยงานเดียวกัน ลงวันที่ 3 เมษายน 2555 เช่นกัน ที่แสดงให้เห็นว่า หัวฮิวมัสแท้ล้านปี อินทรีย์ 100% ของเรา มีธาตุอาหารหลัก N,P,K ธาตุอาหารรองและจุลธาตุต่างๆ ที่เป็นสารอาหาร เป็นอินทรียวัตถุที่จำเป็นต่อพืชต่างๆ อีกมากมาย
  2. ค่า C/N Ratio (Carbon/Nitrogen Ratio) คือค่าอัตราการปลดปล่อยไนโตรเจนของคาร์บอนที่อยู่ในรูปมวลสารทั้งหมด ซึ่งมาตรฐานที่กรมวิชาการเกษตรกำหนดไว้ไม่ให้เกิน 20% (ถ้าเกินจะทำให้ใบพืชออกสีเหลือง และถ้ายิ่งเกินมากก็ยิ่งจะเหลืองมาก เพราะพืชไม่สามารถสงเคราะห์แสงได้ เนื่องจากปลดปล่อยไนโตรเจนออกไปมากเกินไป) หัวฮิวมัสแท้ของเราอัตราการปลดปล่อยอยู่ที่ 18.1% ซึ่งถือว่าอยู่ใช่วงที่กำลังพอเหมาะพอดี สังเคราะห์แสงได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ใบเขียวพอเหมาะ ลำต้นแข็งแรง การเจริญเติบโตจึงเป็นไปได้อย่างสมบูรณ์จนกระทั่งได้เก็บเกี่ยวผลผลิต
  3. ค่า GI (Germination Index) หรือ ดัชนีการงอก ซึ่งกรมวิชาการเกษตรกำหนดมาตรฐานไว้ต้องไม่ต่ำกว่า 80% แต่หัวฮิวมัสแท้ของเรามีถึง 107% ซึ่งเป็นอัตราที่สูงมากและเป็นผลดีต่อการเจริญเติบโตของพืช โดยยังผลให้อัตราการงอก การติดดอกออกผล และขั้วผลของพืชเหนียวไม่หลุดร่วงง่ายก่อนเวลาเก็บเกี่ยวผลผลิต

ส่วนที่ 2 องค์ความรู้เกี่ยวกับการตรวจวิเคราะห์ดิน

  1. 1.      ค่า pH (Potential of Hydrogen Ion) หรือปฏิกิริยาของดิน

หมาย ถึงระดับความเป็นกรด (acidity) หรือความเป็นด่าง (alkalinity) ของดิน ซึ่งเป็นสมบัติที่สำคัญที่มีอิทธิพลต่อกระบวนการทางเคมีและชีวภาพในดินที่มี ผลต่อการเจริญเติบโตและให้ผลผลิตของพืช  การวัดความเป็นกรดหรือด่าง นิยมวัดออกมาเป็นค่าของ pH โดยใช้เครื่องมือที่เรียกว่า pH meter มีค่าตั้งแต่ pH 1 ถึง pH 14 ซึ่งอาจวัดในสภาพดินที่อิ่มตัวด้วยน้ำ หรือในสารละลายของดินและน้ำ  ชั้นต่าง ๆของดินจะมีค่า pH อยู่ระหว่าง 3.5 หรือต่ำกว่าเล็กน้อย จนกระทั่งสูงถึง 9.5 ค่าเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงสภาพความเป็นกรด (acid sulphate condition) ซึ่งมีค่าตั้งแต่ 3.5 หรือต่ำกว่า จนกระทั่งระดับความเป็นด่างของดิน (black alkaline of sodium carbonate) ซึ่งมี pH อยู่ระหว่าง9-10 หรือสูงกว่า โดยแบ่งจำแนกค่าพิสัย (ค่าที่แบ่งออกเป็นช่วงๆ) ของดินได้ 10 ระดับดังนี้

 

ค่า pH

การแปลความหมาย

น้อยกว่า 4.5 กรดแก่จัด (Extremely Acid)
4.5-5.0 กรดจัดมาก (Very Strongly Acid)
5.1-5.4 กรดจัด (Strongly Acid)
5.5-6.0 กรดปานกลาง (Moderately Acid)
6.1-6.5 กรดอ่อน (Slightly Acid)
6.6-7.3 กลาง (Neutral)
7.4-7.8 ด่างอ่อน (Slightly Alkaline)
7.9-8.4 ด่างปานกลาง(Moderately Alkaline)
8.5-9 ด่างจัด (Strongly Alkaline)
มากกว่า 9 ขึ้นไป ด่างจัดมาก (Very Strongly Alkaline)
พืช ต่างชนิดกันเติบโตได้ดีในระดับ pH ของดินที่แตกต่างกัน พืชพวกตระกูลถั่วชอบดินที่เป็นกลางและด่างอย่างอ่อน พวกฝรั่งและมันเทศชอบดินที่เป็นกรด สำหรับข้าวชอบสภาพดินที่เป็นกรดอ่อน ๆ การขังน้ำในช่วงเวลาปลูกข้าวจะทำให้ pH สูงขึ้นเล็กน้อย แต่พืชส่วนใหญ่มักจะเจริญได้ดีที่ระดับ pH ของดินประมาณ 6-7 กรณีทีดินเป็นกรดมากๆมักจะมีระดับธาตุอาหารบางธาตุเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะเมื่อ pH ต่ำกว่า 5.0 จะแสดงอาการขาดธาตุโปแตสเซียม และฟอสฟอรัส เนื่องจากโปแตสเซียมจะถูกชะล้างออกไปจากดินได้ง่าย และฟอสฟอรัสจะถูกดูดยึด (phosphate fixation) ส่วนธาตุเหล็ก อลูมินั่ม แมงกานีส จะอยู่ในสภาพที่ละลายน้ำได้มากจนบางครั้งเกิดเป็นพิษแก่พืชที่ปลูกได้
ช่วง pH ที่เหมาะสำหรับปลูกพืชในประเทศไทย

ชนิดพืช

ค่า pH ที่เหมาะสม

หมายเหตุ

ชา 4.5-5.5
ข้าวโพด 5.5-7.5
ข้าวฟ่าง 5.5-7.5
ปอ 5.5-6.5
ถั่วเหลือง 6.0-7.0
ถั่วลิสง 6.0-7.0
ปาล์มน้ำมัน 6.0-7.0
มะพร้าว 6.0-7.0
มันสำปะหลัง 6.0-7.5
อ้อย 6.0-7.5
ยางพารา 4.0-7.5
กาแฟ 4.3-6.0
ข้าว 4.8-7.0 ค่า pH จะสูงขึ้นจนเป็นกลางเนื่องจากการขังน้ำ

 

  1. ค่า EC (Electrical Conductivity) เป็นค่าการนำไฟฟ้าของน้ำที่สกัดจากดินที่อิ่มตัวด้วยน้ำเนื่องจากการนำไฟฟ้า มีความสัมพันธ์กับความเข้มข้นของเกลือในน้ำ การวัดค่าการนำไฟฟ้าจึงทำให้ประมาณค่าเกลือละลายในน้ำที่สกัดออกมาจากดินได้ ซึ่งจะใช้เป็นดัชนีของความเค็มที่บอกได้ว่าพืชเจริญเติบโตเป็นปกติหรือไม่ มีหน่วยการวัดเป็น milimhos/cm. และ micromhos/cm.            โดยคิดเทียบที่อุณหภูมิ 20 องศา C

 

ความสัมพันธ์ของค่านำไฟฟ้ากับปริมาณเกลือในดินและการเจริญเติบโตของพืช

ค่า EC

(mmho/cm)

เฉลี่ยในดิน

( % )

ระดับความเค็ม

ของดิน

อิทธิพล

ต่อพืช

น้อยกว่า 2 น้อยกว่า 0.1 ไม่เค็ม ไม่มีผลต่อการเจริญเติบโตและผลผลิตพืช
2-4 0.1-0.15 เค็มเล็กน้อย มีผลต่อพืชไม่ทนเค็ม
4-8 0.15-0.35 เค็มปานกลาง มีผลต่อพืชหลายชนิด
8-16 0.35-0.70 เค็มมาก พืชที่ทนเค็มเท่านั้นเจริญเติบโตได้
มากกว่า 16 มากกว่า0.70 เค็มมากที่สุด พืชทนเค็มน้อยชนิดที่จะเจริญเติบโตได้

พืช ต่างชนิดกันจะทนความเค็มได้ในระดับต่างกันเช่น ฝ้าย และข้าวสาลีจะทนความเค็มได้มากกว่าข้าวโพดและข้าว ดังนั้นในการพิจารณาปลูกพืชควรเลือกชนิดของพืชให้เหมาะสมกับคุณภาพของดิน หรือต้องปรับปรุงดินให้เหมาะสมกับพืชที่ต้องการจะปลูกเสียก่อน

พืชที่ทนเค็มในระดับต่างๆ

ชนิดพืช

ค่า EC ที่ทำให้ผลผลิตพืชลดลง 50%(milimhos/cm.)

ข้าวบาร์เล่ย์

17

หัวผักกาดหวาน  ฝ้าย

16

ข้าวสาลี

14

ข้าวฟ่าง

12

ถั่วเหลือง

10

ข้าว ปวยเล้ง มะเขือเทศ บรอคโคลี่

8

ข้าวโพด กระหล่ำปลี

7

มันฝรั่ง ข้าวโพดอ่อน มันเทศ

6

ถั่ว

3

ปริมาณเกลือละลายในดิน

เกลือ ละลายชนิดต่าง ๆในดินที่เป็นประจุบวก (soluble cations) ได้แก่ Na,Ca,Mg และ K ชนิดที่มีประจุลบ (soluble anions) ได้แก่ คาร์บอเนต,ไบคาร์บอเนต, ซัลเฟต,คลอไรด์และ ไนเตรต สำหรับในดินที่มีปฏิกริยาเป็นกรดจะพบ Fe,Al และ Mn ด้วย การทราบปริมาณและชนิดของเกลือในดินจะช่วยตัดสินใจในเรื่อง ความเค็มของดิน soil salinity ได้ และจะเป็นประโยชน์ในการพิจารณาหาวิธีแก้ไขปรับปรุงดินให้เหมาะสมกับสภาพดิน ด้วย เช่นในกรณีที่เป็นดินเค็มที่มีเกลือโซเดียมอยู่มาก การชะล้างด้วยน้ำจืดอย่างเดียวอาจไม่ได้ผลเพราะดินที่อิ่มตัวด้วยโซเดียมจะ พองตัวและแน่นทึบ ทำให้น้ำซึมผ่านได้ยาก และจะทำให้ดินเป็นด่าง มี pH สูงกว่า 8.5 ไม่สามารถใช้ปลูกพืชได้จำเป็นต้องใส่แคลเซียมซัลเฟตลงไปด้วยเพื่อเปลี่ยน โซเดียมคาร์บอเนต และโซเดียมคลอไรด์ ให้เป็น โซเดียมซัลเฟต ซึ่งจะล้างออกด้วยน้ำจืดได้ง่าย สำหรับการปลูกพืชในระยะแรกที่ดินยังมีเกลืออยู่มากควรเลือกพืชที่มีความทน ทานต่อดินเค็ม เช่น ข้าวโพด ข้าวฟ่าง ฝ้าย เสียก่อน เมื่อทำการชะล้างดินจนปริมาณเกลือลดน้อยลง จึงค่อยเลือกชนิดของพืชที่เหมาะสมต่อไป

ส่วนที่ 3 องค์ความรู้ทั่วไป

  1. 1.   จุดเด่นและคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ หัวฮิวมัสแท้ล้านปี อินทรีย์ 100%

เพลี้ยกระโดดหนี
หอยเชอรี่ร้องไห้
ดินเสียฟื้นคืนไว
กำไรทวีคูณ

ก่อน อื่นขอย้ำว่า การใช้หัวฮิวมัสแท้ล้านปี อินทรีย์ 100% อย่างถูกเวลา ถูกวิธีตามคำแนะนำ จะทำให้พืชได้ใช้ประโยชน์จากสิ่งที่มีอยู่ในหัวฮิวมัสแท้มาสะสมเสริมสร้าง ความแข็งแรงและความต้านทานด้านต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ยกตัวอย่างวิธีการใช้ในนาข้าวเช่น หลังหว่าน (นาหว่าน) หรือ ปลูกเสร็จ (นาดำ) ให้ฉีดพ่นหัวฮิวมัสแท้ (ที่มีส่วนผสม หัวฮิวมัสแท้ 4 กก.ผสมน้ำ 100 ลิตร)            ต่อพื้นที่ 1 ไร่ ตามทันทีหลังหว่านหรือปลูกเสร็จ หลังจากนั้น 1 เดือน ให้ฉีดพ่นอีกครั้งหนึ่งในอัตราส่วนผสมเดียวกัน ก็เป็นอันว่าเสร็จสมบูรณ์ครบถ้วน รอเกี่ยวได้เลย การใช้ถูกเวลา ถูกวิธีอย่างนี้ ก็จะเป็นการสร้างภูมิต้านทานให้กับนาข้าวได้ เพลี้ยมาก็จะรีบกระโดดหนี หอยเชอรี่ก็จะค้อนควับและร้องไห้ระงมหมดเรี่ยวหมดแรงจะไปต่อ เพราะดูต้นข้าวสวยงามเหลือเกิน แต่เชอรี่กินไม่ได้ ไม่อร่อยเลย ทั้งนี้ก็เพราะในทุกส่วนของต้นข้าวนั้น นอกจากได้รับการหล่อเลี้ยงด้วยธาตุอาหารหลัก อาหารรองต่างๆ แล้ว ยังมีอาวุธพิเศษของหัวฮิวมัสแท้อีกหลายอย่างคือ กรดซิลิก้า ซัลเฟอร์ และกำมะถัน ซึ่งทั้งเพลี้ยและหอยเชอรี่ไม่ชอบเลย ระคายเคืองปากคอยังไม่พอ กลิ่นซัลเฟอร์กลิ่นกำมะถันก็สุดแสนจะทนทานด้วยอีกต่างหาก…..แต่ถ้าใช้ผิด เวลา ข้าวออกรวงกำลังสวย เพลี้ยมาตรึม แล้วจึงรีบรนรานหาซื้อหัวฮิวมัสแท้ไปพ่น ขอบอกว่า ไม่ได้ผล ไม่ทันแล้ว เพราะหัวฮิวมัสแท้ไม่ใช่ยาปราบแมลงปราบหอยเชอรีที่จะไปกำจัดได้แบบทันทีทัน ใด หัวฮิวมัสแท้ล้านปีอินทรีย์ 100% ของเราคือ สารเสริมดินให้มีความอุดมสมบูรณ์และเสริมสร้างภูมิต้านทานโรคพืชและแมลง ศัตรูพืชต่างๆ แบบซึมลึกและคงทนคู่ไปกับความเจริญเติบโตของต้นพืช

จึงขอสรุปว่า การใช้ถูกเวลา ถูกวิธี จะทำให้ เพลี้ยกระโดดหนี หอยเชอรี่ร้องไห้ อย่างแน่นอน

ส่วน ที่หัวฮิวมัสแท้ของเราทำให้ ดินเสียฟื้นคืนไว กำไรทวีคูณ ก็เป็นอีกคุณสมบัติที่โดดเด่นของเรา โดยที่เราได้รับรู้มาโดยตลอดว่าการทำเกษตรกรรมส่วนใหญ่ในบ้านเรา จะใช้ปุ๋ยเคมีเพียงอย่างเดียวติดต่อกันมาในระยะเวลาที่ยาวนาน ซึ่งจะยังผลให้หน้าดินกลายเป็นดินด้าน ดินแข็ง พืชกินปุ๋ยได้ไม่เต็มที่ สภาพดินเสื่อมโทรมลงเรื่อยๆ ธาตุอาหารหลายๆอย่างที่เป็นประโยชน์ต่อพืชลดน้อยลงหรือขาดหายไป  รากของพืชไม่สามารถดูดซับอากาศได้ ทำให้พืชมีรากน้อย จึงดูดกินธาตุอาหารได้น้อยเจริญเติบโตช้าและไม่เต็มที่ ความสมดุลของดินสูญเสียไป จึงทำให้ความเหมาะสมสำหรับการปลูกและการเจริญเติบโตของพืชลดลงเรื่อยๆ ซึ่งปัจจุบันนี้ ถือเป็นปัญหาใหญ่ของที่ดินสำหรับทำการเกษตรในประเทศไทย รัฐบาลจึงมีนโยบายส่งเสริมให้มีการปรับปรุงบำรุงดินอย่างเร่งด่วนโดยใช้ปุ๋ย อินทรีย์ หรือสารปรับปรุงบำรุงดินเช่น หัวฮิวมัสแท้ล้านปี อินทรีย์ 100% ร่วมด้วยในการทำเกษตรกรรม เพื่อฟื้นดินที่เสียไปให้กลับคืนมาเป็นดินดีเหมาะสำหรับการปลูกพืชดังเดิม หัวฮิวมัสแท้ล้านปี อินทรีย์ 100% ของเรามีคุณสมบัติอย่างครบถ้วนที่จะช่วยแก้ปัญหาดังกล่าว เพราะทำให้ดินร่วนซุย รากพืชได้รับอากาศ รากยาวชอนไชไปได้ทั่ว ดูดซับกินปุ๋ยกินสารอาหารต่างๆได้เต็มที่มากขึ้น ต้นพืชจึงเจริญเติบโตเต็มที่ และให้ผลผลิตได้เต็มศักยภาพ เมื่อผลผลิตได้เพิ่มขึ้นมาก ก็ขายได้เงินมากขึ้น นี่คือคุณสมบัติที่โดดเด่นอีกอย่างหนึ่งที่เรากล้าพิสูจน์กับพืชทุกชนิดบน โลกใบนี้

1.   การใช้ หัวฮิวมัสแท้ล้านปี อินทรีย์ 100% ร่วมกับปุ๋ยเคมีหรือปุ๋ยอินทรีย์

มีวิธีใช้อยู่ 3 วิธีที่อยากแนะนำดังนี้

1.1           ใช้แยกกันคนละเวลา(ไม่ผสมกัน) มีข้อดีคือ ถ้าใช้ หัวฮิวมัสแท้ของเราร่วมด้วยในแปลงเกษตรต่างๆ หรือเช่นในนาข้าว ก็สามารถลดการใช้ปุ๋ยเคมีลงได้ 50% จากที่เคยใช้ปกติ เพราะเมื่อดินได้รับการฟื้นฟู มีสารอาหารเสริมอย่างมากมายจากหัวฮิวมัสแท้ร่วมด้วยอยู่แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องใช้ปุ๋ยเคมีในปริมาณเท่าเดิมอีกต่อไป เหมือนคนเรากินข้าวได้พออิ่มเท่านั้น สารอาหารที่มีมากเกินไปจากปุ๋ยเคมีก็จะเสื่อมสลายไปอย่างรวดเร็วโดยไร้ ประโยชน์ ต้นทุนที่เกิดขึ้นจากการซื้อปุ๋ยเคมีจึงสามารถลดลงได้ด้วยประการฉะนี้ แต่อย่างไรก็ตามการลดลงของการใช้ปุ๋ยเคมีว่าจะลดลงได้มากหรือน้อยขนาดไหนให้ พิจารณาจากสภาพความอุดมสมบูรณ์ของดินเป็นหลัก ถ้าถามต่อว่า จะรู้ได้อย่างไรว่าสภาพดินอุดมสมบูรณ์มากน้อยขนาดไหน  ตอบง่ายๆ ไม่ต้องซับซ้อนวิชาการเกินไปก็คือ ให้สังเกตจากความงอกงามความเจริญเติบโตของพืชที่เราปลูกก็พอจะประมาณใน เบื้องต้นได้แล้ว

1.2           ใช้ร่วมผสมกับปุ๋ยเคมี ก็สามารถใช้โดยวิธีนี้ได้เช่นกัน เช่นถ้าเราใช้ หัวฮิวมัสแท้ 4 กก.ผสมน้ำ 100 ลิตร ก็สามารถใส่ปุ๋ยเคมีสูตรใดก็ได้ไม่เกิน 500 กรัม (ครึ่งกิโลกรัม) ผสมลงไปเพื่อฉีดพ่น ยกเว้นสูตร 46-0-0 (ยูเรีย) ถ้าจะใส่ก็ให้ใส่น้อยที่สุดไม่ควรเกิน 2 ช้อนแกง เพราะถ้าใส่มากจะยังผลให้ใบพืชไหม้ได้ จึงต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง

1.3           การใช้ร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์ ก็สามารถแยกกันใช้ได้ตามความต้องการเหมือนปุ๋ยเคมี เพียงแต่ปริมาณการใช้จะมากกว่า เช่น ไร่ละ 2-3 กระสอบ เป็นต้น ในขณะที่ปุ๋ยเคมีอาจจะใช้แค่15-20 กิโลกรัมต่อไร่เท่านั้น เพราะความมากน้อยของสารอาหารต่างกัน